ความเครียด บางอย่างที่คุณควรรู้ (1)
หม่อมหลวงนายแพทย์สมชาย จักรพันธุ์


ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ 1 ปี กว่าที่ผ่านมาได้มีผู้พูดถึงความเครียดมากขึ้น ดูเหมือนว่าพวกเราทุกคนจะเครียดกันไปหมด นอกจากเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง หรือเรื่องการงานแล้วยังจะมีปัญหาของลูก หลาน ที่ต้องเผชิญกับความรุนแรงในสังคมหรือยาเสพติดที่แพร่หลายอยู่ในทุกวันนี้

ในทางวิชาการ ความเครียดหมายถึงปฏิกิริยาของร่างกายและจิตใจ ที่มีต่อสิ่งที่มากระตุ้น ซึ่งคำว่าปฏิกิริยาก็ไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง อาจจะเป็นการตอบสนองของร่างกายบางส่วน เช่น ปวดหัว หัวใจเต้นแรง เหงื่อออก หรือเป็นความรู้สึกกระวนกระวาย และสิ่งที่มากระตุ้น หรือสิ่งเร้าที่จะทำให้เกิดความเครียดก็แตกต่างกันไปในแต่ละคน

ว่ากันว่ามนุษย์รู้จักความเครียด ครั้งแรก ก็เมื่อตื่นนอนเดินออกจากถ้ำที่พักในตอนเช้าแล้วมาเจอเสือเขี้ยวดาบยืนแสยะยิ้มรออยู่ปากถ้ำ (สมมุติว่าก่อนหน้านั้นไม่เคยเจออะไรที่น่ากลัวเท่านี้มาก่อน) ปฏิกิริยาของบรรพบุรุษของเรา ท่านนั้นก็อาจจะออกมาได้สองแบบ คือ วิ่งเข้าต่อสู้กับเจ้าเสือเขี้ยวดาบนั้นด้วยมือเปล่าหรือกระบอง (ถ้ามี) หรือวิ่งหนีเข้าถ้ำไปแอบจนกว่าเสือจะผ่านไป ความอกสั่นขวัญแขวนที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความกลัว จนไม่กล้าออกไปล่าสัตว์อีกต่อไป ก็กลายมาเป็นต้นแบบของโรคประสาทชนิดหนึ่ง ของลูกหลานมนุษย์ในเวลาต่อมา

ผู้เขียนบอกว่า “ความเครียด” เป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของพวกเรา ก็คงฟังแปลกออกไป เพราะดูเหมือนว่าในขณะนี้ พวกเราพยายามหาวิธีที่จะลดความเครียด ให้เหลือน้อยที่สุด แต่ถ้าปราศจากความเครียดแล้ว ชีวิตของมนุษย์คงจะลดสีสันและน่าเบื่อ ความเครียดเหมือนกับผงชูรสที่เพิ่มรสชาตให้กับชีวิต เป็นสิ่งที่ท้าทายในการดำรงอยู่ของพวกเราทุกคน ความเครียดที่มาก และติดต่อกันนานเกินไปต่างหากที่จะมีผลร้ายต่อร่างกายและจิตใจของเรา เพราะฉะนั้นจึงมีบางอย่างที่เราควรรู้เกี่ยวกับความเครียดสักห้าประการ คือ

ประการแรก .. คนทุกคนจะเครียดเหมือน ๆ กัน เมื่ออยู่ในภาวะเดียวกัน ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด คนเราจะมีปฏิกิริยาต่อความเครียดแตกต่างกันออกไป แม้จะอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ นักเรียนที่ฟังการประกาศผลสอบเอนทรานซ์ ในคนที่สอบไม่ได้เหมือน ๆ กัน ทุกคนจะรู้สึกเสียใจผิดหวัง แต่ปฏิกิริยาต่างกัน บางคนเฉย ๆ บางคนร้องห่มร้องไห้ บางคนหลบหน้าเพื่อนฝูงเพื่อขอเวลาทำใจ และในบางคนอาจจะซึมเศร้ามากจนคิดฆ่าตัวตายก็มี

ประการที่สอง .. ความเครียดเป็นสิ่งไม่ดี ความคิดที่ว่าไม่มีความเครียดเลยจะดีที่สุดเป็นความคิดที่ยังไม่ถูกต้องทีเดียวนัก ความเครียดต่อมนุษย์เปรียบได้กับความตึงที่เราขึงสายไวโอลิน ถ้าขึงหย่อนหรือตึงไปก็จะทำให้เสียงไวโอลินผิดเพี้ยนไป ความเครียดอาจจะเป็นอุปสรรคหรือเพิ่มสีสันให้กับชีวิตจะขึ้นอยู่กับวิธีที่เรา “จัดการ” กับมันมากกว่า

ประการที่สาม .. ไปที่ไหนก็มีแต่ความเครียด จะทำอะไรได้ มีผู้ที่คิดเช่นนี้มากมาย แต่มันไม่เป็นเช่นนั้น ถ้าเรารู้จักคิดและวางแผนในการจัดการรับความเครียดไม่ให้มาท่วมท้นเรา การจัดลำดับความเครียด จากน้อยไปหามาก และค่อย ๆ แก้ปัญหาไปตามความยากง่ายของต้นเหตุที่ทำให้เราเครียด ถ้าเราไม่จัดการกับความเครียด ไม่สามารถจัดลำดับชั้นความเครียดได้ จะทำให้ปัญหาทุกอย่างใหญ่เท่า ๆ กัน และดูเหมือนจะมีความเครียดไปทุกแห่งจนแก้ไขอะไร

ไม่ได้ ไม่ได้

ประการที่สี่ .. วิธีคลายเครียดที่เป็นยอดนิยมเป็นวิธีที่ดีที่สุด สำหรับเรา.. เช่นเดียวกันไม่มีวิธีคลายเครียดแบบใดที่จะใช้ได้ผลกับทุก ๆ คน วิธีดำเนินชีวิตของเราแตกต่างกัน พบสภาพปัญหาที่แตกต่างกัน ดังนั้นวิธีแก้ปัญหาของเราจึงแตกต่างกันไป วิธีคลายเครียดที่ใช้ได้ผลกับคน ๆ หนึ่ง อาจไม่ได้ผลกับเรามากนัก ควรใช้วิธีคลายเครียดหลาย ๆ อย่างเลือกให้เหมาะสมกับตัวเรา

ประการที่ห้า .. ถ้าไม่มีอาการทางกายแปลว่าไม่เครียด .. ตามความเป็นจริงแล้วการไม่มีอาการทางกาย เช่น ปวดหัว ใจสั่น ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีความเครียด บางคนอาจใช้ยาเพื่อลดอาการทั้งทางร่างกายและจิตใจลงไปได้ แต่ยังมีความเครียดอยู่ บางคนอาจจะพูดว่าไม่เคยเครียดเลย หรือเป็นคนไม่เครียดตลอดชีวิต ดูจะเป็นความสามารถเฉพาะตัว ที่จากจะลอกเลียนแบบได้

ถ้าท่านคิดว่าท่านมีความเครียดและต้องการ “จัดการ” กับความเครียดอาจทำได้ โดยการศึกษาหาความรู้จากหนังสือ สื่อต่าง ๆ หรือทางโทรศัพท์ ฮอตไลน์ของทั้งรัฐและเอกชน เช่น หมายเลข 1667 ของกรมสุขภาพจิต หรือหาทางพูดคุยกับผู้ที่คิดว่าจะช่วยเหลือท่านได้